User
×

ประวัติและความเป็นมา

สหกรณ์เกษตรอินทรีย์ทัพไทย จำกัด เริ่มจากการรวมตัวของเกษตรกรบ้านทัพไทยและเกษตรกรบ้านโคกวัด-โคกทม ด้วยใจที่อยากกลับมาพัฒนาบ้านเกิดเมืองนอนของตน และอยากเห็นครอบครัวและชุมชนมีความสุข เริ่มต้นมีสมาชิก 15 คน จัดตั้งกลุ่มขึ้นมาในนาม “กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและอาชีพทางเลือกบ้านทัพไทย” ในปี พ.ศ. 2543 ซึ่งนำโดย นางกัญญา อ่อนศรี ประธานกลุ่มฯ ด้วยแนวคิดของกลุ่ม คือการเปลี่ยนรูปแบบการทำการเกษตรจากเดิมทำ “เกษตรเคมี” มาทำ "เกษตรอินทรีย์" มองเห็นว่าการทำเกษตรแบบเคมีเป็นที่มาของความยากจนและมีผลต่อสุขภาพ เนื่องจากเกษตรกรต้องพึ่งพาปัจจัยการผลิตจากภายนอก ทั้งปุ๋ยเคมี ยาฆ่าหญ้า ยาฆ่าแมลง ที่สำคัญส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและต่อสุขภาพของเกษตรกร อันเป็นผลจากการเข้าร่วมฝึกอบรมโครงการ “บทบาทของหญิงชายในการพัฒนา” จึงมีความมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนรูปแบบการทำเกษตรแบบเดิม มาเป็นการทำเกษตรอินทรีย์ จึงนับเป็นก้าวย่างที่สำคัญของกลุ่มและหมู่บ้านทัพไทย ซึ่งในช่วงแรกทางกลุ่มได้รับแรงเสียดทานจากคนในชุมชนมากพอสมควร เพราะการทำเกษตรอินทรีย์เป็นเรื่องใหม่สำหรับชุมชนในขณะนั้น อีกทั้งต้องเรียนรู้เทคนิคต่าง ๆ เกี่ยวกับการทำเกษตรอินทรีย์ ด้วยการไปเรียนรู้กับปราชญ์ชาวบ้านที่ประสบความสำเร็จด้านการปลูกข้าวอินทรีย์ คือ พ่อสัมฤทธิ์ บุญสุข แต่หลังจากการได้พัฒนาเทคนิคการทำเกษตรอินทรีย์จนผลผลิตข้าวเพิ่มสูงขึ้น ก็เริ่มมีปัญหาเรื่องราคาข้าวในราคาเท่ากับข้าวทั่วไป ทั้งที่กระบวนการผลิตซับซ้อนกว่าและต้องใช้การดูแลเอาใจใส่มากกว่า จึงได้สมัครเป็นสมาชิกของ “สหกรณ์กองทุนข้าวจังหวัดสุรินทร์” ในปี พ.ศ. 2544 และได้สมัครการขอรับรองมาตรฐานจากสำนักงานมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ (มกท.) จนสมาชิกของกลุ่มทุกรายได้รับมาตรฐาน และได้พัฒนาเป็นมาตรฐานสินค้าเกษตรอินทรีย์ของสหภาพยุโรป (EU) เพื่อการส่งออกไปยังตลาดสหภาพยุโรป

ความเป็นมาของหมู่บ้าน ตั้งชื่อสหกรณ์เป็นชื่อหมู่บ้านเพราะว่ามีประวัติความเป็นมาของหมู่บ้าน ซึ่งหมู่บ้านนี้เมื่อประมาณ 100-200 ปีก่อน(จากคำบอกเล่าของบรรพบุรุษ) หมู่บ้านนี้เคยมีหนองน้ำ เคยเป็นที่ตั้งของกองทัพไทย เวลาจะไปออกรบก็จะเอาช้างมาผูกตรงหนองน้ำ เป็นแอ่ง เก็บน้ำได้(เป็นหนองน้ำที่ตื้นแต่ไม่เคยแห้ง) และช่วงที่ฝนตกมากๆ พอเอาช้างมาผูก ช้างก็จะเล่นน้ำ ก็เลยเรียกชื่อตรงนี้ว่า หนองทัพไทย สมัยก่อนมีคนแก่รวมตัวกันประมาณ 4- 5 ครอบครัวและปรึกษาหารือกันว่าเราจะตั้งชื่อหมู่บ้านนี้ว่าอย่างไรดี ก็ตกลงกันว่าตั้งชื่อว่าหมู่บ้านทัพไทยก็แล้วกัน ตัดคำว่า "หนอง" ออก เพื่อความสละสลวย และสิ่งที่มีความเชื่ออีกอย่างหนึ่งคือ ที่ดินตรงนี้ไม่ช้าก็เร็วไม่รุ่นพ่อก็รุ่นลูกจะมีความเจริญเข้ามาสู่หมู่บ้านนี้เพราะเคยเป็นที่ตั้งของกองทัพ จึงมีความเชื่อ และเอามาตั้งชื่อ  โดยใช้ชื่อว่า เกษตรอินทรีย์ทัพไทย และช่วง เวลาที่ไปออกบูธ มักจะมีคนที่สนใจเข้ามาดูผลิตภัณฑ์ข้าวและมีคำถามเรื่องชื่อแทบทุกคน  ทุกคนที่ได้เข้ามาชมสินค้า หลังจากนั้นกลับมาซื้อใหม่ (เหมือนมีมนต์ขลัง)  ทำให้คนรู้จักข้าวทัพไทยและจดจำกันต่อมามากขึ้นเรื่อยๆ

จุดกำเนิดของการมาเป็นสหกรณ์เกษตรอินทรีย์ทัพไทย จำกัด  เป็นชื่อที่ไปไหนคนก็จะจำง่าย และพูดติดปาก  เกี่ยวเนื่องกับเกษตรอินทรีย์

ปี 2542 ทางหมู่บ้านก็มีการทำงานร่วมกับป่าชุมชน มีการอบรมประชุมกับมูลนิธิพัฒนากรภาคอีสาน ซึ่งเป็นองค์กรเอกชน เข้ามาส่งเสริมเรื่องของการอนุรักษ์ป่าชุมชนซึ่งจะมีอบรมประมาณ 1 ครั้ง ต่อ 5 ปี  จึงหันมามองว่า ทำอย่างไรชุมชนเราจึงจะทำการเกษตรโดยไม่ใช้สารพิษ สารเคมี  และทำอย่างไรชุมชนเราจึงจะมีการรวมกลุ่มการทำข้าวเกษตรอินทรีย์ 

ปี 2543 มีการอบรมการทำเกษตรอินทรีย์กับมูลนิธิพัฒนากรภาคอีสานอีกครั้ง มีแรงบันดาลใจจากการที่เคยไปทำงานในกรุงเทพฯ และถูกเอารัดเอาเปรียบให้อยู่แผนกใช้แรงงาน หรือแผนกที่ไม่ต้องใช้ความรู้ เหมือนกรรมกร แล้วพอกลับมาช่วยพ่อแม่ที่บ้านทำการเกษตรจึงมองว่า ในขณะที่ขายข้าวทำไมถึงไม่สามารถกำหนดราคาขายได้ แต่ในทางกลับกัน ปุ๋ยราคาขยับขึ้นทุกปี ก็เลยมารวมกลุ่มกัน และมีการไปดูงานที่อื่นๆเรื่อยมา และมีการสมัครทำตรามาตรฐานสินค้าเกษตรอินทรีย์ของสหภาพยุโรป (EU)

เมื่อปี 2556 หันมาจัดตั้งสหกรณ์  และเริ่มขยายสมาชิก และเริ่มขยายเครือข่าย  จากเริ่มแรกมีแค่ 65 ราย ปัจจุบันมีร่วม 300 รายทั้งเครือข่ายและสมาชิก และสิ่งที่ภาคภูมิใจมากที่สุดคือ ทุกคนที่อยู่ในชุมชนใกล้ๆพากันเข็นรถเข็นมาซื้อข้าว บางคนยังไม่มีเงินก็ติดไว้ก่อน พอค่าเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุออกก็เอามาจ่าย เป็นการช่วยเหลือชุมชน และเป็นการช่วยเหลือสหกรณ์เพื่อช่วยเหลือชุมชนมากกว่าผลกำไร

โดยมีความเชื่อมั่นและความพร้อมในการเป็นหมู่บ้านอินทรีย์ โดยแนวคิดและการดำเนินงานของเกษตรอินทรีย์ทัพไทยนั้น เนื่องจากข้าวอินทรีย์ที่กลุ่มผลิตได้ส่วนใหญ่ส่งไปจำหน่ายยังต่างประเทศ และบางส่วนที่จำหน่ายในประเทศจะมีราคาแพง จึงมีแนวความคิดว่า “ทำอย่างไรที่จะให้คนไทยได้กินข้าวอินทรีย์ในราคาไม่แพงนัก” เพราะข้าวอินทรีย์ที่จำหน่ายภายในประเทศ หากเป็นข้าวอินทรีย์ที่ได้รับรองมาตรฐานในระดับสูงส่วนใหญ่จะมีราคาแพง ทั้งนี้เนื่องจากข้าวอินทรีย์ที่ได้รับรองมาตรฐานจะมีค่าใช้จ่ายในการตรวจรับรองค่อนข้างสูง ส่งผลทำให้ราคาข้าวอินทรีย์ที่จำหน่ายมีราคาแพง สหกรณ์จึงได้หาแนวทางในการรับรองมาตรฐานที่มีค่าใช้จ่ายไม่สูงนัก จึงได้เข้าร่วมโครงการกับ “มูลนิธิเกษตรอินทรีย์ไทย” เพื่อจัดทำมาตรฐานเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วมที่นิยมเรียกกันสั้น ๆ ว่า “ระบบ พี จี เอส” (Participatory Guarantee System, PGS) เนื่องจากเห็นว่าระบบ พี จี เอส เป็นกระบวนการรับรองเกษตรอินทรีย์โดยชุมชนบนพื้นฐานการมีส่วนร่วมของกรรมการ ตัวแทนผู้ตรวจและผู้ที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสีย ภายใต้หลักความไว้วางใจ เครือข่ายสังคมและการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับกลุ่มผู้ผลิตร่วมกับผู้ไม่มีส่วนได้ส่วนเสีย ภายใต้หลักความไว้วางใจ เครือข่ายสังคมและการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับกลุ่มผู้ผลิตร่วมกับผู้ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่ เช่น นักวิชาการ นักส่งเสริม หน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษาและมูลนิธิเกษตรอินทรีย์ไทยร่วมกันกำหนดมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ พี จี เอส โดยอิงมาตรฐานสากล ประยุกต์ให้เข้ากับวิถีชีวิต ทรัพยากร  สภาพแวดล้อมภูมิอากาศของท้องถิ่น ร่วมกันในการตรวจรับรองมาตรฐานและที่สำคัญคือ การตรวจรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม หรือระบบ SDGsPGS ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการตรวจรับรองเหมือนกับระบบอื่น ที่ต้องมีการเสียค่าใช้จ่ายในการตรวจรับรองผลผลิตเกษตรอินทรีย์ทั้งแปลง ซึ่งมีความสอดคล้องกับการทำเกษตรอินทรีย์ของเกษตรกรรายย่อยที่มักทำเกษตรอินทรีย์แบบผสมผสาน

ทำเล ที่ตั้ง  :  59 หมู่ 10 ตำบลทมอ อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์
ตำแหน่งพิกัดทางภูมิศาสตร์ : 14.71741,103.513965
พื้นที่ทำกิน  : 2500 ไร่ และพื้นที่ป่าชุมชน 2900 ไร่ ประกอบด้วย 65 ครอบครัวในชุมชน มีใบอนุญาต 35 ครอบครัว
ระยะเวลาที่เปิดดำเนินการ : จัดตั้งสหกรณ์ในปี 2556

ผู้นำ หรือ คณะทำงานของหมู่บ้านอินทรีย์ (Organic Village)  
ชื่อผู้นำชุมชน / หัวหน้าชุมชน   :   ประธานกรรมการสหกรณ์ฯ นางสาวลำไย ฉวีทอง
Email: tapthaiorganic@gmail.com
โทร. 090-3586603, 061-0294913
ผู้ใหญ่บ้าน นางกัญญา อ่อนศรี โทร. 087-255-1447
ชนิษฐา (วันดี)  ผจก. สหกรณ์

มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ที่ได้รับ  :

  1. PGS, Organic Thailand, IFOAM
  2. ใบอนุญาต 35 ครอบครัว 
  3. PGS  20 กว่าราย
  4. IFOAM /ORGANIC THAILAND 10 ราย 
  5. IFOAM / EU 5 ราย
  6. ** ใน 10 ราย เป็นทั้ง ORGANIC THAILAND และ EU ต่ออายุทุกปี 
  7. ปีที่ผ่านมาขอ IFOAM ทั้งหมด 15 ราย สหกรณ์ออกค่าใช้จ่ายส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งได้รับการสนับสนุน
  8. IFOAM / ORGANIC THAILAND  /  จะเป็นสินค้าประเภทข้าว ค่าใช้จ่ายในการต่อใบอนุญาตต่อปี 400,000 แสนกว่าบาท

กระบวนการผลิต/การแปรรูปผลิตภัณฑ์ 
ตรวจแปลง มีการปลูกพืชหลังนาแล้วหรือไม่ เก็บเกี่ยวพืชหลังนา ทำนา เก็บเกี่ยวข้าว จากนั้น สหกรณ์รับซื้อข้าวจากชาวนา ตรวจใบรับรองผลผลิตตามที่ได้ทำการวางแผนการผลิตไว้ ส่งข้าวสหกรณ์มีกระบวนการคัดคุณภาพกำลังการผลิตจากข้าวเปลือกสีเป็นข้าวสาร 6-8 ตัน/วัน แต่ผลิตได้ 2 พันตัน/วัน ต้องมีการปรับปรุงโรงสี เพราะทำไม่ทันกับความต้องการ
แหล่งที่มาของวัตถุดิบ : ข้าวอินทรีย์จากสมาชิกกลุ่ม, การเลี้ยงหมู ใช้อาหารเลี้ยงหมูจากรำข้าวอินทรีย์
การบริหาร จัดการผลิตภัณฑ์/บริการของหมู่บ้านอินทรีย์
ช่องทางการตลาด ข้าว จะส่งออกนอกประเทศประมาณร้อยละ 70 ภายในประเทศร้อยละ 30 ผัก ขายในชุมชน และตลาดสีเขียว ปศุสัตว์ ขายในชุมชน และตลาดสีเขียว

ข้อมูลแหล่งท่องเที่ยว/เส้นทางการท่องเที่ยว
มีผู้สนใจมาดูงานจำนวนมาก โดยการขับรถยนต์ส่วนตัวมา หรือมาเป็นหมู่คณะ ไม่ค้างคืน เช่น สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก), กรมพัฒนาที่ดิน, ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และองค์การบริหารส่วนตำบล

กิจกรรมนำเที่ยวโดยพาขี่จักรยานเข้าป่าชุมชน เยี่ยมชม ‘ซแรย์ อทิตยา’ ศูนย์เรียนรู้การเกษตรในพระดำริซึ่งอยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้าน และมีการจัดการแบบโฮมสเตย์ ลักษณะคือพักตามบ้านของชาวบ้าน ไม่ได้เป็นเชิงธุรกิจ มีทำบุญตักบาตร เข้าฐานการเรียนรู้ต่าง ๆ เช่น ทำหมูแดดเดียว ปลาส้ม ไข่เค็ม ฯลฯ หลังพักเที่ยงมีกิจกรรม ลงนาข้าว ทำปุ๋ย ปศุสัตว์ ซึ่งสามารถเลือกได้ และรับจำนวนไม่เกิน 50 ท่าน เพราะดูแลไม่ไหว นอกจากนี้ ยังมีนักศึกษาแลกเปลี่ยนติดต่อเข้ามา ซึ่งบางครั้งจะอยู่หลายวัน จนถึงเป็นเดือน เพื่อศึกษาดูงานซึ่งเป็นชาวต่างชาติที่ต้องการความรู้ ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวทราบข้อมูลจากรายการทีวีต่างๆ

ติดต่อ

ทำเล ที่ตั้ง ขนาดพื้นที่ :

พื้นที่ทำกิน 2500 ไร่ และพื้นที่ป่าชุมชน 2900 ไร่

ชื่อผู้นำชุมชน / หัวหน้าชุมมชน :

ประธานกรรมการสหกรณ์ฯ นางสาวลำไย ฉวีทอง

เบอร์ติดต่อ :

090-3586603, 061-0294913


รูปภาพ