User
×

เกี่ยวกับเรา

หลักการและเหตุผล

      ปัจจุบันสถานการณ์สินค้าอินทรีย์โลกในปัจจุบันมีมูลค่าอยู่ที่ 3 ล้านล้านบาท ขณะที่สินค้าอินทรีย์ของประเทศไทยมียอดการเติบโตอยู่ที่ 20% และมีการบริโภคสินค้าอินทรีย์สูงถึง 2,700 ล้านบาท แบ่งเป็นตลาดภายในประเทศ 800 ล้านบาท (ประมาณ 30%) และตลาดต่างประเทศ 1,900 ล้านบาท (ประมาณ 70%) ซึ่งมูลค่าการส่งออกคิดเป็นร้อยละ 0.07 ของมูลค่าตลาดโลก ทำให้ประเทศไทยมีโอกาสขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศอีกมาก

      คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ พ.ศ. 2560 - 2564 มีเป้าหมายที่จะเพิ่มพื้นที่เกษตรอินทรีย์ให้เป็น 600,000 ไร่ และมีเกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์ไม่น้อยกว่า 30,000 ราย ภายในปี 2564 รวมทั้งเพิ่มสัดส่วนตลาดในประเทศ-ตลาดส่งออกเป็น 40:60 เพื่อขยายตลาดและยกระดับกลุ่มเกษตรอินทรีย์วิถีพื้นบ้านเพิ่มขึ้น และได้แต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ โดยที่ประชุมครั้งที่ 1/2561 มีมติมอบหมาย กระทรวงพาณิชย์เป็นเจ้าภาพหลักในการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ ข้อ 3 พัฒนาและขยายตลาดสินค้าและบริการอินทรีย์ โดยบูรณาการร่วมกับหน่วยงานอื่นๆที่เกี่ยวข้อง กระทรวงพาณิชย์ จึงได้จัดทำยุทธศาสตร์การพัฒนาตลาดสินค้าอินทรีย์ ปี 2560 - 2564 เพื่อให้การดำเนินการบรรลุผลตามยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติที่กำหนดไว้และเกิดประโยชน์สูงสุดแก่เกษตรกร/สถาบันเกษตรกร/ผู้ประกอบการ และผู้ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมี 4 ยุทธศาสตร์ ประกอบด้วย 1) การสร้างการรับรู้ของผู้เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่อุปทาน 2) ผลักดันมาตรฐานและระบบการรับรองเกษตรอินทรีย์ 3) พัฒนาและขยายตลาดสินค้าและบริการอินทรีย์ และ 4) พัฒนาสร้างมูลค่าสินค้าและบริการอินทรีย์

      กรมการค้าภายใน ได้บูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการส่งเสริมตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ไทย เพื่อขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ โดยเชื่อมโยงตลาดและส่งเสริมพัฒนาต่อยอดสินค้า ตั้งแต่ระดับชุมชน จากแหล่งผลิตสู่ภาคการค้าระดับค้าส่ง – ค้าปลีก จนถึงส่งออก ตามแนวทางการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์แบบประชารัฐโดยสนับสนุนเครือข่ายเกษตรอินทรีย์/สถาบันเกษตรกร ผู้ประกอบการ และภาคีเครือข่าย ได้แก่ หมู่บ้านเกษตรอินทรีย์ขึ้น 12 แห่ง Organic Farm Outlet 18 แห่ง ผู้ประกอบการ จำนวน 300 กว่าราย ซึ่งเข้าร่วมกิจกรรมในความส่งเสริมของกรมการค้าภายใน เช่น งานแสดงและจำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์และธรรมชาติ ระดับประเทศ และระดับภูมิภาค จำนวน 6 ครั้ง ซึ่งจากผลการดำเนินการดังกล่าวถือได้ว่าสามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร/ชุมชน/ผู้ประกอบการ และเพิ่มช่องทางการจำหน่ายได้ในระดับหนึ่ง แต่ด้วยสภาพในปัจจุบันยังมีข้อจำกัดการเข้าถึงสินค้าเกษตรอินทรีย์และธรรมชาติของผู้บริโภค ผู้ส่งออก ผู้นำเข้า ที่จะเข้ามาเจรจาซื้อขายสินค้าเนื่องจากช่วงเวลาที่ไม่ตรงกันและค่าใช้จ่ายในการเดินทางที่สูง ทำให้สามารถจำหน่ายสินค้าในวงจำกัด และส่งผลให้ไม่สามารถขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศได้เท่าที่ควร ประกอบกับเทคโนโลยีสารสนเทศมีการพัฒนาไปมากส่งผลให้ผู้บริโภคปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเลือกซื้อหรือเจรจาการซื้อผ่าน Social Network เพิ่มมากขึ้น

      จึงเป็นที่มาของการจัดทำโครงการขยายช่องทางการตลาดสินค้าอินทรีย์ผ่านช่องทางออนไลน์ (E-Commerce) เพื่อให้สามารถเชื่อมโยงและขยายช่องทางการตลาดทั้งในและต่างประเทศ อันจะเป็นเพิ่มศักยภาพให้ผู้ที่เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะหมู่บ้านอินทรีย์/ศูนย์จำหน่ายสินค้าอินทรีย์ชุมชน และผู้ประกอบการค้าสินค้าเกษตรอินทรีย์ในความส่งเสริมของกรมฯซึ่งมีศักยภาพและได้รับมาตรฐานผลิตภัณฑ์อินทรีย์ จะมีโอกาสในการขยายตลาดและการเจรจาธุรกิจทั้งในและต่างประเทศผ่านช่องทาง On-line เพื่อให้สามารถรองรับผลิตอินทรีย์ของเกษตรกร/ชุมชนที่จะเพิ่มขึ้นตามเป้าหมาย อันจะทำให้เกษตรกร/ชุมชนมีรายได้เพิ่มขึ้นส่งผลให้เศรษฐกิจฐานรากขยายตัวอย่างยั่งยืน รวมทั้งเป็นการเพิ่มการบริโภคสินค้าอินทรีย์ เพื่อกระตุ้นให้มีการหมุนเวียน และเสริมสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจ ซึ่งจะสอดรับกับแผนยุทธศาสตร์เกษตรอินทรีย์แห่งชาติ ปี 2560 - 2564 และยุทธศาสตร์การพัฒนาตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ของกระทรวงพาณิชย์ ปี 2560 – 2564 ยุทธศาสตร์ที่ 1 คือ การสร้างความรับรู้ในเรื่องเกษตรอินทรีย์ เพื่อนำไปสู่การผลักดันยุทธศาสตร์ที่ 3 ในการพัฒนาและขยายตลาดสินค้าและบริการอินทรีย์ด้านการตลาดและสร้างมูลค่า โดยมุ่งตอบสนองแนวทางการพัฒนาประเทศสู่เศรษฐกิจดิจิทัล (Thailand 4.0)